การรวมกลุ่ม

ความหมาย
 กลุ่ม  หมายถึง  บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมารวมกันหรือมาปรึกษาหารือกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  เพื่อที่จะแก้ไขหรือขจัดข้อขัดข้องในเรื่องนั้นๆ  หรือปัญหานั้นๆ  ให้หมดไป  หรือให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของตนเองที่มีจุดหมายเอาไว้

การรวมกลุ่ม  หมายถึง  บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมารวมกัน มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน  เพื่อให้กิจกรรมนั้นบรรลุจุดหมายปลายทางที่กลุ่มกำหนดไว้โดยที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขด้วย

สาเหตุที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่ม

1.เกิดจากความชอบพอกันเป็นส่วนตัวระหว่างสมาชิดด้วยกันเอง  เช่น  เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน
2. เกิดจากการถูกชักชวนหรือชักจูงไป  เช่น ชาวบ้านในชนบทถูกกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน ชวนไปรวมเป็นกลุ่มเกษตร  ตั้งกลุ่มเลี้ยงไหม
3. เกิดจากความพอใจในเป้าหมายกิจกรรมของกลุ่ม  หรือกลุ่มมีจุดหมายตรงกับอุดมการณ์ของบุคคลที่จะเข้าไปเป็นสมาชิก  เช่น กิจกรรมนันทนาการ  กิจกรรมทางวิชาการ  พรรคการเมือง
4. เกิดจากการได้รับคัดเลือกหรือแต่งคั้งจากผู้มีอำนาจ  เพื่อให้ปฏิบัติงานร่วมกันโดยเฉพาะ  เช่น  กลุ่มแพทย์ศัลยกรรม  ชุดปฏิบัติการพิเศษกู้ภัย
5. เกิดจากความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น  เป็นการสนองตอบความต้องการทางจิตใจหรือทางจิตวิทยา  เช่น  เกิดจากากรเหงา  เบื่อหน่าย  หรือต้องการมีเพื่อน  ต้องการใกล้ชิดเจ้านาย  ก็ไปเล่นกีฬา  ตีกอล์ฟ  แล่นเทนนิส
6.  เกิดจากการต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง  เป็นการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมงานบางอย่าง  ด้วยกัน  ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเป็นการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมงานบางอย่าง  ด้วยกัน  ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและของกลุ่ม  เช่น  สหภาพแรงงาน  สภาหอการค้า  กลุ่มตลาดร่วมยุโรป


ประเภทของกลุ่ม

1.กลุ่มปฐมภูมิและกลุ่มทุติยภูมิ (Primary and Secondary Group) การแบ่งกลุ่มแบบนี้ยึดถือความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกลุ่มเป็นหลัก  พิจารณาความเกี่ยวข้องมาก-น้อง-ชิด-ห่าง ของสมาชิกเป็นสำคัญ  กลุ่มปฐมภูมิ (Primary Group) เป็นกลุ่มที่สมาชิกมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากมีการพบปะสังสรรค์  หรือพบหน้าค่าตากัน  อยู่เสมอ  มีการร่วมมือกันทำงนโดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทน  ส่วนกลุ่มทุติยภูมิ (Secondary Group) เป็นกลุ่มที่สมาชิกมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการหรือโดยหน้าที่  ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว
2.กลุ่มทางด้านสังคมและกลุ่มทางจิตวิทยา (Socio-group and Psycho-group) การแบ่งกลุ่มแบบนี้มีรากฐานมาจากจุดมุ่งหมายของการจัดกลุ่มที่แตกต่างกันคือกลุ่มทางด้านสังคม (Socio-Group) กลุ่มประเภทนี้มีจุดมุ่งหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับสมาชิกเป็นรายบุคคล  แต่จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ส่วนกลุ่มทางจิตวิทยา (Psycho-group) เป็นกลุ่มที่สมาชิกมารวมกันตามความพอใจของสมาชิกเอง  หรือมีจุดมุ่งหมายเพื่อพบปะกันระหว่างเพื่อสนิท
3.กลุ่มที่สมาชิกรู้สึกว่าตนเองอยู่ในกลุ่มกับกลุ่มที่สมาชิกรู้สึกว่าตนเองอยู่นอกกลุ่ม (In-Group and Out Group)  กลุ่มประเภทนี้แบ่งตามความรู้สึกและเจตคติของสมาชิกเป็นสำคัญกลุ่มที่สมาชิกรู้สึกว่าตนเองอยู่ในกลุ่ม (In-Group) กลุ่มประเภทนี้สมาชิกมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นสมาชิกกลุ่ม  มีความรู้สึกเป็นเจ้าของกลุ่ม  และมีความสุขที่ได้ทำงานกับบุคคลในกลุ่ม  เมื่อมีการทำงานทุกคนจะมีเจตคติแบบเห็นอกเห็นใจ  มีมิตรภาพต่อเพื่อนร่วมงาน  ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการดำเนินงานกลุ่ม  ส่วนกลุ่มที่สมาชิกรู้สึกว่าตนเองอยู่นอกกลุ่ม (Out Group)  กลุ่มประเภทนี้สมาชิกไม่มีความภาคภูมิใจในกลุ่ม  ไม่อยากเป็นสมาชิก  ไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ  เมื่อมีการทำงานร่วมกันสมาชิกจะไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจ  ไม่ชอบกลุ่ม  รู้สึกสงสัยอยู่ตลอดเวลา  การทำงานกลุ่มจะไม่ได้ผลดี
4.กลุ่มเป็นทางการและกลุ่มไม่เป็นทางการ (Formal and Informal Groups) กลุ่มประเภทนี้แบ่งตามโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของสมาชิกเป็นหลักกลุ่มเป็นทางการ (Formal Group) คือ กลุ่มที่ตั้งขึ้นมาโดยกฎหมายมีสายการบังคับบัญชาที่แน่นอน  เป้าหมายชัดเจน  มีระเบียบวินัยของสมาชิ  สมาชิกมีความสัมพันธ์กันตามบทบาทหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้  ส่วนกลุ่มไม่เป็นทางการ (In-formal Group) เป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาโดยสมาชิกจำนวนไม่มากนัก  ไม่มีระเบียบหรือกฎเกณฑ์  หรือกฎหมายรองรบที่ชัดเจน  ไม่มีการระบุเป้าหมายที่เด่นชัด  เกิดขึ้นง่าย  สลายตัวง่าย  และอาจะเกิดขึ้นอีกก็ได้ข้อเปรียบเทียบการตัดสินใจโดยกลุ่มกับการตัดสินใจโดยเอกบุคคล

ขั้นตอนการพัฒนาของกลุ่ม
การพัฒนาของกลุ่มตามแนวคิดเรื่อง Cog’s  Ladder  ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนากลุ่มที่จำแนกเป็น  5  ขั้นตอน  ดังนี้
ขั้นที่  1  ทำความรู้จักกันด้วยความสุภาพ (Polite)  เปิดเผยตนเองเพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและแต่ละคน  แล้ว  รวมกลุ่มตามความพอใจ  ความสนใจ
ขั้นที่  2  หาความหมายให้กับกลุ่มว่าทำไมต้องมาอยู่ร่วมกัน (Why we’re here)  หลังจากรู้จักกัน  สมาชิกกลุ่มต้องการรู้ว่า  เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มคืออะไร หาความหมายร่วมกัน  และยอมรับเป้าหมายที่จะทำให้กลุ่มประสบความสำเร็จ  ถ้าวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายนั้นมาจากนอกกลุ่ม  ในขั้นนี้สมาชิกจะถกเถียงกัน  เพื่อให้เข้าใจและสร้างข้อตกลงร่วมกัน
ขั้นที่ 3 เสนอความคิดและหาแนวร่วม (Bid for power)
ขั้นตอนแยกจากขั้นที่ 1 โดยสังเกตจากการแข่งขันของสมาชิกกลุ่ม  โดยแต่ละคนจะหาเหตุผลให้กับงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย  พยายามเสนอความคิดเห็นให้กลุ่มทำตามสิ่งที่เขาเห็นว่าเหมาะสม  ดังนั้นความขัดแย้งในกลุ่มจะสูงกว่าระยะอื่นๆ  ความพยายามที่จะใช้บทบาทความเป็นผู้นำเกิดขึ้นในลักษณะการเข้าไปมีส่วนร่วม  เพื่อแก้ปัญหา  และการหาแนวร่วมจากนอกกลุ่ม  ขั้นตอนนี้  พยายามรักษา  บทบาทหน้าที่ตามโครงสร้างของกลุ่มจะพบว่ากลุ่มมีสมาชิกที่ประนีประนอม (Compromise) ให้กลุ่มเข้ากันได้ (Harmonize) และผู้อนุรักษ์กฎของกลุ่มพยายามคงสภาพสมดุลที่ยอมรับได้ในกลุ่ม  สมาชิกบางคนจะไม่ผ่านขั้นตอนนี้  คือไม่สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของกลุ่มอย่างเหนียวแน่น  แต่เขาสามารถทำงานหรือร่วมกลุ่มต่อไปได้
ขั้นที่ 4 ร่วมเป็นโครงสร้างของทีม (Constructive)
ทัศนคติของสมาชิกกลุ่มเปลี่ยนไปจากการพยายามควบคุมให้กลุ่มเป็นไปตามที่เขาคิดกลายเป็นยอมรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มมากขึ้น  มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในกลุ่ม (Team Spirit) การพัฒนาเป้าหมายของกลุ่มจะเป็นรูปร่างขึ้น  มีชื่อและเอกลักษณ์ต่างๆ  ของกลุ่มชัดเจน  สำหรับการมีส่วนร่วมของสมาชิกกลุ่มไม่แตกต่างกันมาก  คือทำก็ทำด้วยกัน  ไม่ทำก็ไม่ทำด้วยกันทั้งกลุ่ม  การตัดสินใจจะช่วยกันแก้ปัญหาของกลุ่ม  ผลิตภาพของกลุ่ม (Productivity) ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์จะสูงในขั้นนี้
ขั้นที่ 5 มีความรักในหมู่คณะ (Esprit)
ขั้นนี้กลุ่มจะมีขวัญ  มีความจงรักภักดี  และมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งจองกลุ่ม  ความคิดเห็นเป็นไปตามธรรมชาติ  ไม่มีความรู้สึกว่าต้องการแยกกลุ่ม  สมาชิกแต่ละคนเข้าใจชัดเจนในบทบาทตามตำแหน่งหน้าที่ของตนว่าแยกจากคนอื่นอย่างไรและยอมรับคนอื่นๆ  เหมือนกับที่ยอมรับตนเองมีความคิดสร้างสรรค์และความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก  การยอมรับในเรื่องใดๆ มาจากความพอใจของสมาชิกทุกคน

กระบวนการพัฒนากลุ่มจะเป็นตัวชี้ลักษณะกลุ่มที่แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
– กลุ่มชั่วคราว  เป็นกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ เกิดขึ้นด้วยเป้าหมายเฉพาะเรื่อง  เฉพาะช่วยเวลา เฉพาะบางโอกาสเมื่อบรรลุเป็นหมายการรวมกลุ่มจะจบลง เช่น การมุงดูอุบัติเหตุ การรวมกันช่วยผู้ป่วย  การวิ่งมาดูเสียงดังที่ผิดปกติ กลุ่มชั่วคราวจะมีขั้นตอนการรวมกลุ่มแบบไม่ลึกซึ้ง  เป็นเพียงเฉพาะหน้าไม่เกิดการรู้จักกัน ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน เช่นการชุมนุมประท้วง
– กลุ่มถาวร  มีลักษณะตรงกันข้ามกับกลุ่มชั่วคราวและจะมีขั้นตอนการพัฒนา 5 ขั้นตอนดังกล่าว  โดยจะมีความยั่งยืนต่อเนื่อง สัมพันธ์กันตลอดเวลา  เป็นหมายจะเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตที่ต้องคงอยู่ต้องเป็นไป  หยุดหรือขาดจากกันไม่ได้  เช่น  กลุ่มครองครัว  กลุ่มราชการ  กลุ่มองค์กรธุรกิจ


ประเภทของการรวมกลุ่มในชุมชน

1.การรวมคนตามอาชีพ  เช่น   กลุ่มทำนา กลุ่มทำสวน  กลุ่มชาวไร่อ้อย  กลุ่มสวนยาง  กลุ่มทำร่ม  กลุ่มเพาะพันธ์กล้วยไม้  กลุ่มจักสาน  กลุ่มทอผ้าฯ
2.การรวมกลุ่มตามวัย/เพศ  เช่น  กลุ่มผู้สูงอายุ  กลุ่มเด็ก  กลุ่มสตรี  กลุ่มเยาวชนฯ
3.การรวมกลุ่มเพื่อการพัฒนา เช่น  กลุ่มประชาธิปไตย  กลุ่มสุขภาพ  กลุ่มสวัสดิการ  กลุ่มประกันภัย  กลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มปกป้องป่าฯ

 

ความสำคัญของกลุ่ม
1.ด้านการพัฒนาบุคคล  กลุ่มสามารถพัฒนาบุคคลที่เป็นสมาชิก  สนองความพึงพอใจบุคคลสนองความต้องการด้านร่างกาย  จิตใจ  รู้สึกปลอดภัย  มีการพัฒนาทางด้านอารมณ์  สังคม  สติปัญญา  ความสนใจ  และความสามารถ
2.ด้านการวินิจฉัย  กลุ่มสามารถสังเกตพฤติกรรมของสมาชิกในกลุ่มทำให้เข้าใจมองเห็นลักษณะแบบต่างๆ  ของสมาชิก  ถ้าบุคคลไม่เข้ากลุ่มจะไม่มีโอกาสเห็น  สมาชิกสามารถวินิจฉัย  หรือประเมินลักษณะและพฤติกรรมเหล่านั้นได้  และจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจบุคคลในกลุ่มได้ดีขึ้น
3.ด้านการปฏิบัติงาน  การปฏิบัติงานเป็นกลุ่ม  สมาชิกกลุ่มจะมีโอกาสคิดร่วมกัน  วางแผนร่วมกันประสานงานกันและทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพผลผลิตทั้งหลายทั้งปวงในโลกปัจจุบันนี้เป็นผลงานของกลุ่มคนแทบทั้งสิ้น  กลุ่มจึงมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานอย่างมาก

องค์ประกอบกลุ่ม  กลุ่มมีองค์ประกอบที่สำคัญ 9 ประการ คือ

-ผู้นำกลุ่ม
–สมาชิกกลุ่ม
-วัตถุประสงค์ในการรวมกลุ่ม
-ระเบียบกติกาในการอยู่รวมกลุ่ม
-กิจกรรมดำเนินการรวมกลุ่ม
-ประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกัน
-ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก
-เงินทุนของกลุ่ม
-สถานที่ที่กลุ่มใช้เป็นแหล่งที่ตั้งกลุ่ม

การจัดตั้งกลุ่ม  ในกรณีที่เป็นการจัดให้เกิดกลุ่มขึ้นมาโดยมิใช่กลุ่มที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะมีขั้นตอนการจัดตั้งคือ

1.การสำรวจชุมชน  เพื่อดูความพร้อม  ศักยภาพที่จะจัดตั้งกลุ่ม
2. สร้างการรับรู้ด้วยการสร้างความสัมพันธ์และให้ข้อมูลข่าวสารโดยเป็นการดำเนินการในลักษณะเป็นพวกเดียวกันเข้าใจกัน  เพื่อให้เกิดการยอมรับ  การสนใจ
3. ขั้นตอนการพัฒนาของกลุ่ม  5 ขั้นตอน
4.ดำเนินกิจกรรมที่กลุ่มต้องการ
5. ประเมินติดตามผลเพื่อพัฒนากลุ่ม
พลังกลุ่ม

กลุ่มเป็นการรวมกัน  การรวมกันนี้  มีพลังเกิดขึ้นเนื่องจากแต่ละคนย่อมมีพลังในระดับหนึ่งที่สมารถกระทำอะไรได้  ตามความสามารถที่เป็นปกติอยู่แล้ว  เมื่อมารวมกัน  ยิ่งเกิดพลังเพิ่มขึ้น  สามารถทำอะไรได้มากขึ้น  พลังกลุ่มเป็นประโยชน์ดังนี้

ตารางที่  1  ประโยชน์จากพลังกลุ่ม

กลุ่ม พลังกลุ่ม ประโยชน์
ทำงาน 1 ชิ้น คนมากงานเบา  –  คนน้อยงานหนัก เสร็จเร็ว
การเรียนรู้ คนมากเรียนรู้กว้างขวาง  –  คนน้อยเรียนรู้แคบ ครอบคลุม
ความเชื่อถือ คนมากได้รับการยอมรับ  –  คนน้อยได้รับการยอมรับน้อย ดำเนินการได้
ความยาก คนมากทำได้ง่าย  –  คนน้อยทำได้ยาก งานเสร็จ  เวลาน้อย
ศักยภาพคน คนมากใช้ศักยภาพเดิม  –  คนน้อยใช้ศักยภาพน้อย แสดงความสามารถ
ระยะเวลา คนมากใช้เวลาน้อยมากกล่า  –  คนน้อยใช้เวลามา ประหยัดเวลา
ต้นทุน คนมากประหยัดกว่า  –  คนน้อยลงทุนมาก ประหยัดงบ


พลังกลุ่มนำสู่การรวมกลุ่มสามารถใช้แก้ปัญหาต่างๆ  เช่น  นักเรียนอยู่ไกล  วิธีการแก้ปัญหาโดยการรวมกลุ่มคือ  นักเรียนรวมกลุ่มกันจำนวนหลาย ๆ คน  แล้วเดินทางมาด้วยกันโดยว่าจ้างรถยนต์โดยสาร  ครูใหญ่ต้องการพัฒนาบริเวณหน้าเสาธงโดยการปลูกหญ้า  ปลูกต้นไม้  นักเรียนช่วยกันคนละไม้  คนละมือ  จึงทำให้งาน  เสร็จ  รถจักรยานของเด็กหญิงนิดยางรั่วไม่สามารถขี่กลับบ้านได้  เพื่อนๆ  นักเรียนชาย  2  คน  ไปรับช่างซ่อมและ  2  คนอยู่เป็นเพื่อนจนซ่อมรถเสร็จ

คุณธรรมการรวมกลุ่ม
    จากการศึกษาการรวมกลุ่มทั้งปวงจะสำเร็จได้ด้วยการมีคุณธรรมในการรวมกลุ่ม  ซึ่งคุณธรรมการรวมกลุ่มประกอบด้วย 

  1. ความแท้จริงของความต้องการรวมกลุ่ม  ที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน
    2. เมื่อเข้าร่วมกลุ่มต้องมีการสื่อสารต่อกันเพื่อหาข้อสรุปความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของกลุ่ม  คุณธรรมการรวมกลุ่มข้อสอง  คือ  การเปิดใจ  เชื่อใจ
    3.  สื่อสารการร่วมกิจกรรมต้องมีกริยาท่าทางการเจรจากัน  คุณธรรมการรวมกลุ่มข้อสามคือ  ความสุภาพต่อกัน
    4.  การรวมกลุ่มคน  ย่อมความความแตกต่างของแต่ละคน  ดังนั้นคุณธรรมการรวมกลุ่มข้อสี่  คือ  ต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำ  ร่วมกันรับผิดชอบร่วมกันรับประโยชน์  ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  ยุติธรรม  ไม่เอาเปรียบ
    5.  การรวมกลุ่มกันต้องมีกฎ  กติกา  คุณธรรม  ข้อที่ห้าคือ  การยึดมั่นในระเบียบ  วินัยของกลุ่ม
    6.  ศักยภาพแต่ละคนจะเกื้อกูลกันและกัน  คุณธรรมข้อที่หก  คือ  ความเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวม